เตรียมตัวก่อนยื่นวีซ่า

📅 กำหนดการและระยะเวลา: ควรยื่นล่วงหน้านานเท่าไหร่?

เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องขอวีซ่า นักเดินทางทั้งหลาย ควรจะเตรียมตัวขอวีซ่า ก่อนวันเดินทาง อย่างน้อย 30 วัน

ประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า คนไทยไปได้

เหตุผลเพราะ โดยส่วนใหญ่แล้ว แต่ละสถานทูตจะใช้เวลาพิจารณาวีซ่าอย่างน้อย 15 วันทำการ (ไม่นับเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดต่างๆ) ซึ่งยังไม่รวมถึง:

  • เวลาในการเตรียมเอกสารของผู้เดินทาง
  • คิววันเวลาที่ว่างในการยื่นขอวีซ่า
  • จำนวนคนยื่นขอวีซ่าในช่วงเวลานั้นๆ ว่ามีจำนวนมากกว่าปกติหรือไม่
  • กรณีใช้บริการ Agent ช่วยกรอกฟอร์มก็ต้องเพิ่มจำนวนวันขึ้นไปอีก

ดังนั้น ถ้าหากเราเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เราก็ไม่ต้องมาคอยลุ้นว่าจะได้วีซ่าทันวันเดินทางหรือเปล่า โดยส่วนใหญ่แต่ละประเทศจะอนุญาตให้เราขอวีซ่าล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 - 180 วัน ก่อนกำหนดการเดินทาง

✈️ เอกสารสำคัญ: การเตรียมใบจองตั๋วและที่พัก

อย่าลืมว่า ทางสถานทูตต้องการแค่ ใบจองตั๋วเครื่องบิน และ ใบจองโรงแรม เท่านั้น ไม่ได้ให้เราจ่ายเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือจ่ายเงินค่าโรงแรมที่พักเลย เพราะถ้าทางสถานทูตไม่อนุมัติวีซ่าให้ หรือให้ไม่ทันวันที่เราต้องการเดินทาง เท่ากับว่าเราต้องเสียเงินค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมไปฟรีๆ ซึ่งทางสถานทูตจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

📌 ข้อควรระวัง: ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เอกสารการจองโรงแรมหรือตั๋วเครื่องบิน แต่ในเอกสารจะต้องมีชื่อเราปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งจะต้องสะกดชื่อและนามสกุลให้ตรงกับที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทางเป๊ะๆ และ อย่ายกเลิกการจองที่ทำไว้ก่อนผลของวีซ่าจะออกเด็ดขาด

💰 หลักฐานการเงิน: ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่?

จำนวนเงินในบัญชีที่จะมาใช้ยื่นขอวีซ่า ควรมีให้เพียงพอกับจำนวนวันที่จะไปเที่ยว เช่น จะไปเที่ยวยุโรป 15 วัน แต่มีเงินแสดงในบัญชีแค่หลักพันบาท อย่างนี้มันก็ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะถึงจะอ้างว่าแฟนออกค่าใช่จ่ายให้ทุกอย่าง แต่ถ้าหากระหว่างนั้นคุณแฟนเกิดเปลี่ยนใจ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย

แต่ก็ไม่ใช่ว่า เอาเงินหลักแสนใส่ตู้มเข้าบัญชีทีเดียว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเงินเข้าแบบนี้เลย อย่างนี้สถานทูตก็ไม่โอเคเช่นกันครับ

ข้อยกเว้น: หากคุณได้รับเงินก้อนนั้นมาช่วงดังกล่าวพอดี และมีหลักฐานมาแสดงอย่างชัดเจน เช่น ขายบ้านหรือที่ดินได้, ถูกล็อตเตอรี่, ได้รับโบนัสก้อนใหญ่ หรือได้รับมรดก ก็ให้ทำ หนังสือชี้แจง (Cover Letter) พร้อมแนบหลักฐานอธิบายที่มาของเงินไปด้วยครับ

📸 ข้อกำหนดรูปถ่ายสำหรับยื่นวีซ่า

ปัจจุบัน รูปถ่ายที่ใช้ยื่นวีซ่า เกือบทุกสถานทูตมีกฎที่เข้มงวดมาก คือ ห้ามใส่แว่นตา ต้องเปิดให้เห็นใบหน้า หู และคิ้วของผู้เดินทางอย่างชัดเจน ฉากหลังรูปต้องเป็นสีขาว (ดังนั้นไม่ควรใส่เสื้อสีขาวไปถ่ายรูป)

อีกทั้งรูปถ่ายที่นำมาใช้จะต้องถ่ายภายใน 3 - 6 เดือนที่ผ่านมา และ ห้ามใช้รูปซ้ำ กับรูปที่เคยมีอยู่ใน หนังสือเดินทาง (Passport) แล้ว หรือถ้าเป็นรูปใหม่ก็ไม่ควรใส่เสื้อซ้ำกับรูปเก่า มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะมองว่ารูปไม่ตรงตามเงื่อนไข ซึ่งทำให้เราต้องเสียทั้งเวลาและเงินในการไปถ่ายรูปใหม่ครับ

⏳ อายุวีซ่า (Visa Validity) และจำนวนวันที่พำนักได้

ในส่วนอายุวีซ่า ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละคนและการพิจารณาของสถานทูต บ้างก็ได้เท่ากับจำนวนวันเดินทางเป๊ะๆ บ้างก็ได้ 15 วัน, 30 วัน, 60 วัน, 90 วัน, 1 ปี หรือให้ยาวจนถึงวันที่พาสปอร์ตของเราหมดอายุ

แต่จำนวนวันที่จะพักอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้ในแต่ละครั้ง (Duration of stay) จะไม่เกิน 90 วัน หรือต้องเป็นไปตามที่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระบุไว้ในตราประทับขาเข้า (Landing stamp)

🚨 โปรดทราบว่า: การได้รับวีซ่า หรือการได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเราจะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศนั้นๆ 100% เพราะสิทธิ์ชี้ขาดในการให้เข้าประเทศ จะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบและดุลยพินิจของ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่หน้าด่านเท่านั้น

💡 ข้อควรรู้และเคล็ดลับเพื่อการยื่นวีซ่าที่ราบรื่น

  • เตรียมเอกสารให้พร้อม: และครบถ้วนตามที่สถานทูตของประเทศนั้นๆ ต้องการ
  • ให้ข้อมูลที่เป็นความจริง: สถานทูตสามารถวิเคราะห์คุณสมบัติของท่านจากเอกสาร, การสัมภาษณ์ หรือการตรวจสอบเชิงลึก หากพบว่าให้ข้อมูลเท็จ จะส่งผลให้ถูกปฏิเสธวีซ่าทันที

ตัวอย่างเช่น: ถ้ามีคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น ญาติ เพื่อน หรือแฟน อยู่ในประเทศปลายทาง ก็ควรแจ้งไปตามตรง สมมุติถ้าคุณแจ้งว่า "ไม่มีคนรู้จัก" แต่ทำใบจองโรงแรมมาเที่ยวยาวถึง 90 วัน โดยที่ตนเองไม่เคยมีประวัติการเดินทางครั้งละนานๆ มาก่อน สถานทูตจะเกิดความสงสัยในเจตนาทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ถูกปฏิเสธวีซ่าได้

  • แสดงให้เห็นว่า "ยังไงฉันก็กลับแน่": นำเสนอหลักฐานภาระผูกพันในประเทศไทยให้ชัดเจน เช่น ใบรับรองการทำงานที่มั่นคง, ธุรกิจส่วนตัว, โฉนดที่ดิน หรือภาระครอบครัว (มีลูกเล็กที่ต้องดูแล) เป็นต้น

🛡️ ประกันการเดินทาง: เอกสารสำคัญที่ห้ามลืม

ถ้าหากเราไปยื่นขอวีซ่าประเทศในกลุ่มเชงเก้น เราจำเป็นต้อง ทำประกันเดินทาง ด้วย เนื่องจากเป็นหนึ่งในเอกสารบังคับในการยื่นขอวีซ่า

สาเหตุที่ประเทศในกลุ่มเชงเก้นบังคับให้ผู้เดินทางต้องทำประกันภัย เพราะค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศนั้นแพงกว่าบ้านเรามาก หากเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหัน นอกจากจะหมดสนุกแล้ว อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล

การทำประกันภัยการเดินทางนั้น มีให้เลือกหลายบริษัทและหลายความคุ้มครอง กรณีเที่ยวยุโรป ต้องเลือกแผนประกันที่มีความคุ้มครองขั้นต่ำตามที่สถานทูตกำหนด (อย่างน้อย 30,000 ยูโร หรือ 1.5 ล้านบาท) และต้องซื้อจากบริษัทประกันที่สถานทูตให้การรับรองด้วย โดยกรมธรรม์ต้องครอบคลุมตั้งแต่วันที่บินออกจากไทย จนถึงวันที่บินกลับถึงไทย

แล้วถ้าไม่ได้ไปยุโรป ต้องทำไหม?
ตอบเลยว่า "ควรทำอย่างยิ่ง" ครับ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ปัจจุบันมีแผนประกันสำหรับเที่ยวเอเชียที่ราคาเบาบางมาก หลักร้อยบาทเท่านั้น การมีประกันติดตัวไว้ ทำให้อุ่นใจตลอดการเดินทางครับ

🏢 ช่องทางการยื่นวีซ่าในประเทศไทย

แต่ละประเทศมีข้อกำหนดช่องทางการยื่นที่แตกต่างกันไป ดังนี้:

  • ยื่นผ่านสถานทูตโดยตรง: สำหรับประเทศที่มีสถานทูตตั้งอยู่ในไทย
  • ยื่นผ่านสถานทูตในประเทศใกล้เคียง: หากไม่มีสถานทูตในไทย ต้องตรวจสอบว่ามีประเทศใดรับผิดชอบดูแลแทน
  • ยื่นผ่านศูนย์รับคำร้อง (VFS Global, TLScontact, BLS): สถานทูตส่วนใหญ่จะแต่งตั้งศูนย์เหล่านี้เพื่อจัดการด้านเอกสารเบื้องต้นและจัดคิว ก่อนส่งต่อให้สถานทูตพิจารณา (ตัวอย่างเช่น VFS รับยื่นวีซ่าอังกฤษและดินแดนในอาณัติ)
  • ยื่นผ่านระบบออนไลน์ (e-Visa): เพื่อความสะดวกรวดเร็ว หลายประเทศเปิดให้ขอวีซ่าและอัปโหลดเอกสารผ่านเว็บไซต์ได้เลย
  • ขอวีซ่าที่ปลายทาง (Visa on Arrival - VOA): บินไปถึงสนามบินปลายทางแล้วค่อยไปกรอกฟอร์มและจ่ายค่าธรรมเนียมหน้าด่าน (แต่วิธีนี้ต้องมั่นใจว่าคุณสมบัติผ่านแน่ๆ ไม่งั้นอาจถูกส่งตัวกลับและเสียค่าตั๋วฟรี)
Share  facebooktwitterline

ถามผ่าน  facebook line