ตลอด 9 วัน 9 คืน ของงานเทศกาล ผู้ศรัทธาจะสละกิจโลกียวัตร บำเพ็ญสมาธิ ถือมังสวิรัติบริโภคแต่ผักผลไม้ งดบริโภคเนื้อสัตว์ ทุกชนิด รวมทั้งผักประเภทหอม กระเทียม และผักซึ่งมีกลิ่นฉุนบางชนิด หลังจากที่อัญเชิญเทพทั้ง 9 องค์เข้าประทับ ในศาลเจ้า แล้ว ก็มีพิธีสวดมนต์ ทุกวัน วันละ 3 ครั้ง ตลอดเทศกาล รวมทั้งมีการอ่านรายชื่อ ผู้เข้าร่วมกินเจ ต่อหน้าแท่นบูชา และ ทุกคืนก็มีพิธี เดินธูปโดยการนำของ “ร่างทรง หรือ ม้าทรง” ซึ่งร่างทรง หรือ ม้าทรงดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบ จากเทพเจ้ามาประทับร่างทรง และ กระทำทุกอย่างในพิธีโดย ผ่านร่างทรง หรือ ม้าทรง
ซึ่งบุคคลผู้จะเป็นม้าทรง หรือ ร่างทรงได้ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ และ เหมาะสม โดยร่างทรงดังกล่าว จะแสดงบุคลิกลักษณะ ของเทพเจ้าองค์นั้นๆ เช่น ไถเซี้ย เห้งเจีย หรือ เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และ ถืออาวุธประจำองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไป โดยขณะประทับ ร่างทรง ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เช่น ใช้ดาบหรือ ขวานฟันหลังเป็นแผลไม่ลึกนัก ใช้ลูกตุ้มเหล็กเหวี่ยง ให้ถูกร่างกาย ใช้มีด หรือ ดาบตัดลิ้น ให้เลือดไหล แล้วเขียนกระดาษ หรือ ผ้า เรียกว่า ”ฮู้” โดยร่างทรงไม่แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนว่า เทพเจาเหล่านั้น รับความเจ็บปวดแทนร่างทรง กล่าวกันว่าหลังจากการตัดลิ้นไม่นาน ก็สามารถต่อลิ้นให้ติดได้ดังเดิม
คืนวันขึ้น 3 ค่ำ มีพิธีล้างเกี้ยวขจัดสิ่งอัปมงคล วันต่อมา จึงเป็นพิธีเบิกศาสตราวุธ ทดสอบก่อนเข้าสู่พิธีในวันรุ่งขึ้น อันตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งมักเป็นวันที่เทพเจา ประสงค์ออกโปรดสัตว์ กรรมการศาลเจ้า จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าจะออกไปวัดใด และ ไปที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเช้า ศาลเจ้าใดมีม้าทรง หรือ ร่างทรงมาก ขบวนแห่ก็จะยาว มีเทพเจ้าเป็นร้อยๆ องค์ ขบวนประกอบด้วยธงทิว รถนำ รถตาม ขบวนเกี้ยวเล็กเกี้ยวใหญ่ ขบวนโหลก๊อฉ่า ได้แก่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ไท้ โล่ และ กลอง เป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สลับกับเกี้ยวเป็นตอนๆ ซึ่งอาจทำให้ขบวนยาวเป็นกิโลเมตร
ก่อนเคลื่อนขบวนเทพเจ้า จะเข้าร่างประทับทรง แต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วน ถืออาวุธครบมือพร้อม พี่เลี้ยงหรือ ผู้ติดตามองค์ละอย่างน้อย 1 คน ในขบวนมีเกี้ยวอัญเชิญหุ่นพระจีน ซึ่งมีคนหามเกี้ยวขนาดเล็กอย่างน้อย เกี้ยวละ 4 คน ส่วนเกี้ยวใหญ่ มีคนหามไม่น้อยกว่า 10 คน ผู้หามเกี้ยวจะเอาผ้าโพกหัวเอา สำลีอุดหู ไว้กันเสียงประทัด ตลอดเส้นทางเดินโปรดสัตว์ ซึ่งมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ตลอดทาง จะมีผู้ศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยจัดผลไม้ ขนม น้ำชา ไว้ถวาย เมื่อเทพเจ้าในร่างม้าทรง เดินผ่านจะเข้าไปรับของถวาย เทพเจ้ารับแล้วส่งต่อให้ผู้อื่น หรือ ใครก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่า เป็นสิ่งอันเป็นมงคลยิ่ง ควรแก่การปิติยินดีในเทศกาลกินเจ การแสดงออกอย่างหนึ่งของผู้ศรัทธา คือ การจุดประทัดเป็นชุดยาวเป็นแพ โดยหย่อนให้ประทัดระเบิดบนเกี้ยว
ในการออกโปรดสัตว์ ของเทพองค์ต่างๆ ยังมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ของม้าทรง กับอาวุธประจำกาย เช่น เอาเข็มแทงทะลุปาก เอามีดฟันตามร่างกาย เป็นต้น แต่สิ่งที่เป็นจุดสนใจ ของผู้ร่วมงานมากที่สุด คือ การไต่บันไดมีด และ การลุยไฟ การลุยไฟนั้น นอกจากร่างทรงเทพแล้ว ผู้ที่กินเจถึงขึ้น “เช้ง” สามารถเดินลุยไฟได้ ถือว่าเป็นการเผาผลาญสิ่งไม่ดี ออกจากร่างกาย และ จะไม่มีแผลพุพองใดๆ
ในวันสุดท้าย ของการกินเจ ทางศาลเจาจะจัดพิธี “โก๊ยห่าน” อันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ศรัทธา โดยผู้ที่ไม่กินเจ ก็สามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้ และ ทางศาลเจ้าอาจจัดเป็นเอกเทศ จากการกินเจได้ นอกจากนี้ก็มีการปล่อยปลา ปล่อยนก ทำบุญตักบาตร และ สุดท้ายเป็นการส่งพระกลับ สู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนการส่งพระกลับ ที่ศาลเจ้าจะทำพิธีซงเก๊ง คือ การสวดมนต์ อ่านรายชื่อผู้ศรัทธา และ ร่วมกินเจ รวบรวมธูปเผาพร้อมกระดาษทอง ในวันทำพิธีส่งกิ๋วอ๋องไต่เต่ วันส่งพระช่วงกลางคืนมีขบวนแห่ ผ่านไปทางไหน ตลอดทางมีโต๊ะเครื่องถวายเทพเจ้า เมื่อพระจีนในร่างทรงผ่านไปถึง จะจุดประทัดถวายมากน้อยตามกำลังเงิน
วันที่ 10 ของเทศกาล เป็นพิธีลดเสาโกเต๊ง คานไม้ไผ่ที่ยกไว้ปลายเสา ตั้งแต่วันแรกของ เทศกาลผู้ศรัทธาจะได้รับวัตถุมงคล และ อัญเชิญหุ่นพระจีนที่นำประดิษฐาน ในศาลเจ้ากลับคืนเคหสถาน
ประเพณีการกินเจตลอด 9 วัน 9 คืน นั้น แสดงออกถึงศรัทธาของประชาชนผู้ร่วมงาน และ เป็นการแสดงถึง ความมีจิตเมตตา ของผู้ร่วมประเพณีกินเจ |