Web Board
 
web log free  

การท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดเดียวที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะ และ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งเป็นที่รู้จัก ในเรื่องของ หาดทราย ที่สวยงาม น้ำทะเลใส ท้องทะเลที่งดงาม เหมาะสำหรับ การดำน้ำ รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับนักท่องเที่ยว อย่างครบครัน

ในอดีตส่วนใหญ่ คนที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจ จะเป็นคนจีน ที่ทำเหมืองแร่ และพ่อค้าคนกลางขายยางพารา ความเจริญ ที่มาจากคนจีน ซึ่งเห็นได้จากศาลเจ้าจีน ที่ตั้งอยู่ เรียงราย ในตัวเมืองภูเก็ต เพื่อฉลองเทศกาล ถือศีลกินผัก ในเดือน ตุลาคมของทุกปี

แต่ปัจจุบันความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ มาจาก อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปรียบได้กับ จำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ค้นพบ ถึงความงดงาม ของ แสงอาทิตย์ และ ทะเลที่ภูเก็ตมีไว้รองรับ และยังมีป่าเขาลำเนาไพร วนอุทยานแห่งชาติ โครงการคืนชะนีสู่ป่า รวมทั้งการนั่งช้างชมป่า

เทศกาลอาหารทะเล เกาะภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ต ได้รับขนานนามว่า ไข่มุกแห่งทะเลอันดามัน มีลักษณะ เป็น เกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ทาง ฝั่งทะเลด้าน ตะวันตก ของภาคใต้ จุดเด่น ที่สร้างชื่อเสียง ให้แก่ เกาะภูเก็ต จนเป็นที่รู้จัก ไปทั่วโลก คือ น้ำทะเลสีเขียวมรกต และ ผืนทราย ที่ขาวสะอาด มีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร

นอกจาก จะมี ชื่อเสียง ในด้านความงดงาม ของทิวทัศน์ธรรมชาติ แล้ว ยังมี อาหารทะเลสดๆ นานาชนิด ให้ผู้ที่มาท่องเที่ยว พักผ่อน ได้เลือก ซื้อหาได้มากมาย

ทางจังหวัดภูเก็ต จึงได้จัดงาน เทศกาล อาหารทะเลขึ้น เป็น ครั้งแรก ในปี 2530 และ ได้ประสบความสำเร็จ อย่างดียิ่ง เป็นที่ สนใจ ของของนักท่องเที่ยว ชาวไทย และ ชาวต่างชาติ ทาง จังหวัดภูเก็ต จึงได้จัดเทศกาล อาหารทะเล เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ เผยแพร่ชื่อเสียง และ ของดีจังหวัด ให้เป็นที่รู้จัก แพร่ หลายมากยิ่งขึ้น

กำหนดงาน งานเทศกาลอาหารทะเล จังหวัดภูเก็ต จะจัดขึ้นทุกปี เดือนเมษายน

กิจกรรม / พิธี: รายละเอียดของงาน คือ
- ความเป็นอยู่ของชาวเล - การประกวดมิสภูเก็ต
- การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและอาหารทะเล
- การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน - มหรสพนานาชนิด

ประเพณีกินผัก บนเกาะภูเก็ต

ประเพณีกินเจในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมาก
มีจัดอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต โดย ชาวภูเก็ต เรียกพิธีกินเจนี้ว่า “กินผัก หรือ กินเจ” ซึ่งก็คือ อย่างเดียวกัน

เชื่อกันว่า ประเพณีกินเจ เข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับ ชาวจีน แผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ในภาคใต้ ของไทย จนเมื่อมีจำนวนมากขึ้น

งานประเพณีดังกล่าวซึ่งทำสืบเนื่องมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จึงกลายเป็นประเพณีสำคัญขึ้นและเป็นที่นิยมปฏิบัติของคนทั่วไป

 

- สำรองห้องพักโรงแรมบนเกาะภูเก็ต

 
 
เทศกาลกินเจ 2552
ประวัติประเพณีกินเจ มีเรื่องเล่ากันว่า

เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ รัตนสถานแดนสุขาวดี ได้ตรัสตอบ พระโพธิสัตว์มัญชุศรีว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง 7 มีแสงสว่างรุ่งเรืองในเทวพิภพ พร้อมกับประกายพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ รวมเป็น 9 องค์ คือ

  1. พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ ปรากฏเป็น พระอาทิตย์ จีนเรียกว่า ไท้เอี้ยงแซ
  2. พระศรีรัตนโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ ปรากฏเป็น พระจันทร์ จีนเรียกว่า ไท้อิมแซ
  3. พระเวปุลลรัตนโลกสุวรรณพุทธะ ปรากฏเป็น ดาวอังคาร จีนเรียกว่า ฮวยแซ
  4. พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะปรากฏเป็น ดาวพุธ จีนเรียกว่า จุ้ยแซ
  5. พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ ปรากฏเป็น ดาว พฤหัสบดี จีนเรียกว่า บักแซ
  6. พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะปรากฏเป็น ดาวศุกร์ จีนเรียกว่า กินแซ
  7. พระเวปุลลจันทร์โลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะปรากฏเป็น ดาวเสาร์ จีนเรียกว่า โท้วแซ
ทั้ง 7 องค์เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต และมีพระโพธิสัตว์อีก 2 องค์ คือ

พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวราหู จีนเรียกว่า ล่อเกาแซ และ พระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขอิศวร โพธิสัตว์ ปรากฏเป็นดาวเกตุ จีนเรียกว่า โกยโต้วแซ และ เทพเจ้า ทั้ง 9 องค์ เรียกว่า เก็าอ๊วง หรือ กิ๋วอ๊วง โดยเทพทุกองค์ ถือกำเนิด มาเป็นมนุษย์ ตามวันนั้นๆ

กำหนดงาน ประเพณีกินเจในภาคใต้ ทั้งของจังหวัดตรัง และ จังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นในช่วงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน (ประมาณ เดือน กันยายน – ตุลาคม) โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 – 9 ค่ำ ในทุกปี

กิจกรรม / พิธี กิจกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าของวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน โดยชาวบ้านผู้ศรัทธา จะมาช่วยกัน ทำความสะอาดเช็ดถูศาลเจ้า หรือ ที่ชาวภูเก็ต เรียกว่า “อ๊าม” จุดไม้จันทน์กำยาน เพื่อเตรียมรับ การเสด็จ ของเทพเจ้า ทั้ง 9 องค์ คือ “เก็าอิ้วอ๋อง” ส่วนใน ช่วงบ่าย เป็นพิธี ยกเสาลำไผ่ ขนาดใหญ่ซึ่งเรียกว่า “เสาโกเต๊ง” หรือ “เสาเต็งกอ”

สำหรับแขวนตะเกียง 9 ดวง ซึ่งจะเริ่มขึ้นตามฤกษ์ยาม คือ ตอน เที่ยงคืน มีการประกอบพิธี อัญเชิญยกอ๋องฮ่องเต้ ซึ่งเป็นเทพเจ้า องค์ประธาน ขึ้นที่ศาลเจ้า และ อัญเชิญเทพทั้งเก้ามาเป็น เทพประจำพิธี พร้อมกับ จุดตะเกียงน้ำมัน เก้าดวง ชักแขวนไว้ ปลายเสา โกเต๊ง ให้เป็นสัญลักษณ์ แห่งดวงวิญญาณ อันศักดิ์สิทธิ์สถิตไว้ ตลอดเทศกาลกินเจ

ประเพณีถือศีลกินผัก (กินเจ) ที่จังหวัดภูเก็ต ปีนี้เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 - 23 ตุลาคม 2555

ถ้าต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เส้นทาง ขบวนแห่ของศาลเจ้าต่างๆ เข้าไปดูได้ที่ http://www.phuketvegetarian.com/index_th.htm

การเดินทาง ทางรถประจำทาง : มีรถปรับอากาศธรรมดา และ รถปรับอากาศพิเศษ(VIP) ให้บริการออกจาก ขนส่งสายใต้ใหม่ ทุกวัน ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 12 ชั่วโมง

ค่าโดยสารรถปรับอากาศ
ธรรมดา 626 บาท ต่อเที่ยว ต่อคน
พิเศษ(VIP) 974 บาท ต่อเที่ยว ต่อคน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

- กรุงเทพฯ :
สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ โทร 02 4224445
( สอบถามข้อมูล) และ 02 7926222(จองตั๋วล่วงหน้า)
- ภูเก็ต : สถานีขนส่งภูเก็ต โทร 076 211480
ทางเครื่องบิน : มีหลายสายการบินให้เลือกใช้บริการ ราคาค่าโดยสารแตกต่างกันไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ plan@plan-travel.com

ตลอด 9 วัน 9 คืน ของงานเทศกาล ผู้ศรัทธาจะสละกิจโลกียวัตร บำเพ็ญสมาธิ ถือมังสวิรัติบริโภคแต่ผักผลไม้ งดบริโภคเนื้อสัตว์ ทุกชนิด รวมทั้งผักประเภทหอม กระเทียม และผักซึ่งมีกลิ่นฉุนบางชนิด หลังจากที่อัญเชิญเทพทั้ง 9 องค์เข้าประทับ ในศาลเจ้า แล้ว ก็มีพิธีสวดมนต์ ทุกวัน วันละ 3 ครั้ง ตลอดเทศกาล รวมทั้งมีการอ่านรายชื่อ ผู้เข้าร่วมกินเจ ต่อหน้าแท่นบูชา และ ทุกคืนก็มีพิธี เดินธูปโดยการนำของ “ร่างทรง หรือ ม้าทรง” ซึ่งร่างทรง หรือ ม้าทรงดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบ จากเทพเจ้ามาประทับร่างทรง และ กระทำทุกอย่างในพิธีโดย ผ่านร่างทรง หรือ ม้าทรง

ซึ่งบุคคลผู้จะเป็นม้าทรง หรือ ร่างทรงได้ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ และ เหมาะสม โดยร่างทรงดังกล่าว จะแสดงบุคลิกลักษณะ ของเทพเจ้าองค์นั้นๆ เช่น ไถเซี้ย เห้งเจีย หรือ เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น และ ถืออาวุธประจำองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไป โดยขณะประทับ ร่างทรง ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เช่น ใช้ดาบหรือ ขวานฟันหลังเป็นแผลไม่ลึกนัก ใช้ลูกตุ้มเหล็กเหวี่ยง ให้ถูกร่างกาย ใช้มีด หรือ ดาบตัดลิ้น ให้เลือดไหล แล้วเขียนกระดาษ หรือ ผ้า เรียกว่า ”ฮู้” โดยร่างทรงไม่แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนว่า เทพเจาเหล่านั้น รับความเจ็บปวดแทนร่างทรง กล่าวกันว่าหลังจากการตัดลิ้นไม่นาน ก็สามารถต่อลิ้นให้ติดได้ดังเดิม

คืนวันขึ้น 3 ค่ำ มีพิธีล้างเกี้ยวขจัดสิ่งอัปมงคล วันต่อมา จึงเป็นพิธีเบิกศาสตราวุธ ทดสอบก่อนเข้าสู่พิธีในวันรุ่งขึ้น อันตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งมักเป็นวันที่เทพเจา ประสงค์ออกโปรดสัตว์ กรรมการศาลเจ้า จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าจะออกไปวัดใด และ ไปที่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงเช้า ศาลเจ้าใดมีม้าทรง หรือ ร่างทรงมาก ขบวนแห่ก็จะยาว มีเทพเจ้าเป็นร้อยๆ องค์ ขบวนประกอบด้วยธงทิว รถนำ รถตาม ขบวนเกี้ยวเล็กเกี้ยวใหญ่ ขบวนโหลก๊อฉ่า ได้แก่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ไท้ โล่ และ กลอง เป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน สลับกับเกี้ยวเป็นตอนๆ ซึ่งอาจทำให้ขบวนยาวเป็นกิโลเมตร

ก่อนเคลื่อนขบวนเทพเจ้า จะเข้าร่างประทับทรง แต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วน ถืออาวุธครบมือพร้อม พี่เลี้ยงหรือ ผู้ติดตามองค์ละอย่างน้อย 1 คน ในขบวนมีเกี้ยวอัญเชิญหุ่นพระจีน ซึ่งมีคนหามเกี้ยวขนาดเล็กอย่างน้อย เกี้ยวละ 4 คน ส่วนเกี้ยวใหญ่ มีคนหามไม่น้อยกว่า 10 คน ผู้หามเกี้ยวจะเอาผ้าโพกหัวเอา สำลีอุดหู ไว้กันเสียงประทัด ตลอดเส้นทางเดินโปรดสัตว์ ซึ่งมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ตลอดทาง จะมีผู้ศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยจัดผลไม้ ขนม น้ำชา ไว้ถวาย เมื่อเทพเจ้าในร่างม้าทรง เดินผ่านจะเข้าไปรับของถวาย เทพเจ้ารับแล้วส่งต่อให้ผู้อื่น หรือ ใครก็ตาม ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่า เป็นสิ่งอันเป็นมงคลยิ่ง ควรแก่การปิติยินดีในเทศกาลกินเจ การแสดงออกอย่างหนึ่งของผู้ศรัทธา คือ การจุดประทัดเป็นชุดยาวเป็นแพ โดยหย่อนให้ประทัดระเบิดบนเกี้ยว

ในการออกโปรดสัตว์ ของเทพองค์ต่างๆ ยังมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ของม้าทรง กับอาวุธประจำกาย เช่น เอาเข็มแทงทะลุปาก เอามีดฟันตามร่างกาย เป็นต้น แต่สิ่งที่เป็นจุดสนใจ ของผู้ร่วมงานมากที่สุด คือ การไต่บันไดมีด และ การลุยไฟ การลุยไฟนั้น นอกจากร่างทรงเทพแล้ว ผู้ที่กินเจถึงขึ้น “เช้ง” สามารถเดินลุยไฟได้ ถือว่าเป็นการเผาผลาญสิ่งไม่ดี ออกจากร่างกาย และ จะไม่มีแผลพุพองใดๆ

ในวันสุดท้าย ของการกินเจ ทางศาลเจาจะจัดพิธี “โก๊ยห่าน” อันเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ให้กับผู้ศรัทธา โดยผู้ที่ไม่กินเจ ก็สามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้ และ ทางศาลเจ้าอาจจัดเป็นเอกเทศ จากการกินเจได้ นอกจากนี้ก็มีการปล่อยปลา ปล่อยนก ทำบุญตักบาตร และ สุดท้ายเป็นการส่งพระกลับ สู่สรวงสวรรค์แต่ก่อนการส่งพระกลับ ที่ศาลเจ้าจะทำพิธีซงเก๊ง คือ การสวดมนต์ อ่านรายชื่อผู้ศรัทธา และ ร่วมกินเจ รวบรวมธูปเผาพร้อมกระดาษทอง ในวันทำพิธีส่งกิ๋วอ๋องไต่เต่ วันส่งพระช่วงกลางคืนมีขบวนแห่ ผ่านไปทางไหน ตลอดทางมีโต๊ะเครื่องถวายเทพเจ้า เมื่อพระจีนในร่างทรงผ่านไปถึง จะจุดประทัดถวายมากน้อยตามกำลังเงิน
วันที่ 10 ของเทศกาล เป็นพิธีลดเสาโกเต๊ง คานไม้ไผ่ที่ยกไว้ปลายเสา ตั้งแต่วันแรกของ เทศกาลผู้ศรัทธาจะได้รับวัตถุมงคล และ อัญเชิญหุ่นพระจีนที่นำประดิษฐาน ในศาลเจ้ากลับคืนเคหสถาน

ประเพณีการกินเจตลอด 9 วัน 9 คืน นั้น แสดงออกถึงศรัทธาของประชาชนผู้ร่วมงาน และ เป็นการแสดงถึง ความมีจิตเมตตา ของผู้ร่วมประเพณีกินเจ

ประเพณีปล่อยเต่า บนเกาะภูเก็ต

จังหวัดภูเก็ต เป็นเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกาะบริวาร 33 เกาะ เช่น เกาะสิเหร่ เกาะแก้ว เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ เกาะนาคาน้อย เกาะโหลน เกาะเฮ เป็นต้น และ ถือว่าจังหวัดภูเก็ตนี้มีเต่าขึ้นมาวางไข่ในปีหนึ่งๆ มากพอสมควร

เต่าที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำไทยมีประมาณ 5 ชนิด คือ เต่ากระ เต่าตนุ หรือเต่าจาระเม็ด เต่าตาแดง เต่าหญ้า และเต่ามะเฟือง จากการที่มีคนนิยมรับประทานไข่เต่ากันมาก จึงมีผู้ที่ไปขุดหาไข่เต่าเพื่อนำมาจำหน่าย

ธรรมดาเต่าจะวางไข่ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และ เต่าจะขึ้นมา วางไข่ ในที่ที่เคยมาวางเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้ จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ไปเฝ้าดูการวางไข่ของเต่าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดเป็นประเพณี เดินเต่าขึ้น

ลูกเต่าที่เตรียมปล่อย
เต่าแต่ละตัววางไข่ในจำนวนที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเต่าและความสมบูรณ์แต่ส่วนมากอยู่ในระหว่าง 70 – 120 ฟอง หรืออาจจะมากกว่านั้น ในปีหนึ่งๆ เต่าจะวางไข่ 3 ครั้ง คือขึ้นมาวางไข่ครั้งแรก หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน จะกลับมาวางไข่ ในที่เดิม เป็นครั้งที่ 2 และหลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 15 วัน เต่าก็จะขึ้นมาวางไข่เป็นครั้งที่ 3 เต่าจะเริ่มวางไข่ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป

จากที่กล่าวมาข้างต้น ว่าคนนิยมรับประทานไข่เต่ามากขึ้น ทำให้ปริมาณเต่าลดลง นอกจากนั้น ยังมีคนฆ่าเต่าเพื่อนำเนื้อไป ประกอบอาหารรับประทาน เหตุการณ์เหล่านี้ อาจทำให้เต่าสูญพันธุ์ไปในที่สุด ทางกระทรวงเกษตร และ สหกรณ์ตระหนัก ถึงปัญหาข้อนี้ จึงห้ามมิให้มีการทำประมงเต่าทะเล และ เต่ากระทะเล ทุกชนิด แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาพันธุ์ไว้ได้ ดังนั้น ศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต จึงตั้งโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น

โดยได้รับความร่วมมือ และ สนับสนุนจากสำนักงานประมงจังหวัด และ ผู้ประมูลหาดเก็บไข่เต่าทั้งในจังหวัดภูเก็ต พังงา และ จังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มจำนวนเต่าทะเล ให้มากขึ้น โดยการรับเลี้ยง และ อนุบาลลูกเต่า จนถึงวันที่จะปล่อยลงทะเล นอกจากนั้นยังเป็นการทดลองเลี้ยงเต่า และ หาอัตราการเจริญเติบโต ของเต่าทะเลชนิดต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพประมง ในการทำฟาร์มเลี้ยงเต่า ต่อไป รวมทั้งเป็นการศึกษาการแพร่กระจาย และ แหล่งหากินของเต่าทะเลชนิดต่างๆ โดยติดเครื่องหมาย ที่เต่า แล้วปล่อยลงทะเล ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงจัดให้มีประเพณีปล่อยเต่าลงทะเลขึ้น และ ปฏิบัติสืบต่อมาเป็นประจำทุกปี

กำหนดงาน
เดิมนั้นจัดให้มีขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสม โดยกระทำกันที่สถานที่ที่เต่าชอบขึ้นมาวางไข่ ต่อมาทางจังหวัดภูเก็ตได้ กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ และ กำหนดให้เป็นวันปล่อยเต่าด้วย

กิจกรรม / พิธี
การปล่อยเต่านั้นเดิมจัดขึ้นที่หาดป่าตอง ต่อมาเปลี่ยนมาจัดที่หาดไนยาง ซึ่งเต่าได้ขึ้นมาวางไข่เป็นประจำทุกปี พิธีเริ่มด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้เป็นประธานในพิธี จะทำการปล่อยเต่า เป็นคนแรก จากนั้นชาวบ้าน และ นักท่องเที่ยวนำเต่าเล็กๆ โดยขอจากสถานีประมง หรือ บริจาคเงินสมทบทุน โครงการอนุรักษ์เต่าทะเล ตามแต่ศรัทธา นำไปปล่อยลงทะเล เต่าที่ปล่อยมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

นอกจากการปล่อยเต่าแล้ว ยังมีการละเล่นของชาวบ้าน เช่น มวยทะเล รำกลองยาว ชักเย่อ และ การละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้กรมประมงได้จัดแสดง นิทรรศการเกี่ยวกับเต่าทะเล และ สัตว์ทะเลอื่นๆ ให้ชมกันในงานด้วย

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

ของฝาก

เทศกาลและประเพณีท้องถิ่น

หาดป่าตอง
แหลมพรหมเทพ
หาดกะตะ-กะรน
วัดฉลอง
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

น้ำพริกกุ้งเสียบ
ขนมเต้าส้อ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์
ไข่มุก
ผ้าบาติก
ภูเก็ตลากูน่าไตรกีฬา ตุลา
-
เทศกาลถือศีลกินผัก ตุลาประมาณวันที่ 20-28
-
เทศกาลเปิดฤดูการท่องเที่ยว พฤศจิกา
งานแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทาน ธันวา

ทางรถยนต์

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และ ชุมพร ตรงไประนอง จากระนองสู่อำเภอกระบุรี และ กะเปอร์ ของจังหวัดพังงา ภายใน จังหวัดพังงา ผ่าน อำเภอคุระบุรี ตะกั่วป่า และ ท้ายเหมือง จนถึงบ้านโคกกลอย ข้ามสะพาน ท้าวเทพกษัตรี หรือ สะพานสารสิน ซึ่งเป็นระยะทาง ทั้งหมด ประมาณ 817 กิโลเมตร

ทางรถประจำทาง

มีทั้งรถธรรมดา และรถปรับอากาศบริการออกจากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวัน สถานีขนส่งภูเก็ต (076) 211480

ทางเครื่องบิน

บริษัทการบินไทยมีสายการบินจากกรุงเทพฯ สู่ภูเก็ตทุกวันซึ่งใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 20 นาที ติดต่อสอบถาม หรือ จองได้ที่ บริษัทการบินกรุงเทพฯ จำกัด (02) 2800060, 6282000

ทางเรือ

เรือที่เข้ามาใน จังหวัดภูเก็ต มีทั้งเรือขนถ่ายสินค้า และ เรือท่องเที่ยวจากทั้งใน และ ต่างประเทศ ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัทตัวแทนจำหน่ายต่างๆ ได้
ค้นหาสิ่งที่ต้องที่นี่ >>>
วางแผนก่อนเดินทาง ขับรถเที่ยวแม่ฮ่องสอน เที่ยวเกาะช้าง ตลาดน้ำท่าคา อาการเจ็ทแล็ก ภูกระดึง
เจ้าถิ่นออสเตรเลีย Aboriginal ตลาดน้ำคลองบางน้อย บ้านใหม่ ตลาดร้อยปี เขาสามร้อยยอด ภูเก็ต เชียงใหม่ เกาะเสม็ด
Home E-Ticket Tour Hotel Booking. Visa Car Rental Contact Us
copyright plan travel.com